ผมจะพูดถึงประเด็นหลักๆที่หลายคนถามผมมา
และติดเรื่องนี้กันเยอะมากๆครับ
.
ว่าทำไมการเขียนขายมันถึงดูเขียนยากจัง
พอเขียนได้บ้างแล้วทำไมยังไม่ได้ยอดสักที
.
นี่เป็น 5 หลุมพรางที่ผมก็เคยติดมาก่อนเหมือนกันครับ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์
และช่วยให้ออกจากหลุมพรางเหล่านี้ได้นะครับ
.
(อันนี้แชร์จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอมานะครับ)
.
.
งั้นเรามาเริ่มกันเลย
กับ 5 หลุมพรางที่หลายๆคนติด
.
ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนยังไงดี
ต้องเขียนแบบเรียงลำดับขั้นตอน
เขียนเพื่อให้ทุกคนอ่าน
เขียนสั้น เขียนยาว แบบไหนดีกว่ากัน
ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขียนเกิดผลลัพธ์จากอะไร
.
.
#ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนยังไงดี
.
จริงๆแล้วสิ่งเดียวที่ทำให้ติดหลุมพรางนี้
คือ ยังรู้จักสินค้าและลูกค้าไม่ดีพอ นั่นเองครับ
.
การที่ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนยังไง เขียนไม่ถูก
เพราะคุณยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะเอามาเขียน
.
วิธีแก้นั่นง่ายมากเลยครับ
กลับไปศึกษาสินค้าและลูกค้าของคุณก่อนว่า
.
สินค้าของคุณทำอะไรได้บ้าง
ปัญหาและความต้องการของลูกค้าคืออะไร
ลูกค้าของคุณคือใคร
ลูกค้าของคุณอยู่ที่ไหน
.
ลองอ่านเพิ่มเติมถึงวิธีการหาข้อมูลต่างๆที่ลิงค์ด้านล่างเลยครับ
.
ถ้าคุณหาข้อมูลได้มากพอ
จะมีสิ่งที่ให้คุณอยากเขียนและเขียนได้เยอะเลยครับ
.
.
#ต้องเขียนเป็นลำดับขั้นตอน
.
อันนี้เหมือนจะไม่มีอะไร แต่เป็นสิ่งที่หลายคนติด
และอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำครับ
จนทำให้ไปติดหลุมหรางข้อแรก
แล้วเริ่มต้นเขียนขายไม่ถูก
.
พอเราจะเริ่มเขียน เราจะพยายามนึกถึงส่วนแรกที่จะเขียน
ว่าต้อง 1 2 3 4 นะ ต้องเกริ่นก่อนนะถึงจะไปในส่วนต่อๆไป
.
พอเริ่ม 1 ไม่ได้ คุณก็จะติดอยู่ที่ 1 แล้วไปต่อไม่ได้
ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่มีกฎนะครับว่าจะต้องเริ่มเขียนจาก 1
เพียงแต่สุดท้ายเราต้องนำมันมาเรียงตาม 1 2 3 4 เท่านั้นเอง
.
ลองอ่านเพิ่มเติมบทความ – 4 องค์ประกอบในการเขียนขายที่จำเป็นต้องมี ถ้าอยากได้ยอด
.
เพราะฉะนั้นคิดส่วนไหนออก
เขียนมันออกมาก่อนเลยครับ
.
สิ่งหนึ่งที่จะได้คือ
พอเราเริ่มเขียนออกมาได้บ้างแล้ว
มันจะไหลออกตามมาเรื่อยๆครับ
.
อย่าติดที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
เขียนส่วนไหนได้เขียนออกมาก่อน
.
และที่สำคัญ เอาเวอร์ชันแรกออกมาให้ได้ก่อน
แล้วค่อยปรับ ค่อยแก้ให้มันสมบูรณ์มากขึ้นครับ
..
.
#เขียนเพื่อให้ทุกคนอ่าน
.
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งเลยครับ
ที่ทำให้เริ่มต้นเขียนขายนั่นดูยาก
.
เพราะเรายังไม่ชัดในเรื่องของกลุ่มลูกค้า
ทำให้เราคิดไม่ออกว่าจะสื่อสารให้กับใคร
.
กลุ่มนี่ก็ขายได้ กลุ่มโน้นก็ขายได้
มันเลยทำให้ฟุ้งตอนที่กำลังเขียน
เพราะพยายามคุยกับคนทุกกลุ่ม
.
จริงๆแล้วคุณสามารถเขียนขายได้ทุกกลุ่มนะครับ
แต่อยากให้แยกเขียนในแต่ละกลุ่มไป
เพราะมันจะชัด แล้วลูกค้ากลุ่มนั้นจะอินทันที
.
และการพยายามเขียนขายเพื่อให้ทุกคนอ่านในโพสต์เดียว
มันจะเกิดคำถามตามมาว่า
ทำไมเขียนขายออกมาแล้วไม่ได้ยอดสักที
เพราะมันกว้างจนเกินไป
ทำให้ลูกค้าจับประเด็นไม่ถูก
.
เพราะฉะนั้น อย่าพยายามเขียนให้คนทั้งโลกอ่านนะครับ
.
.
#เขียนสั้น เขียนยาว แบบไหนดีกว่ากัน
.
เป็นคำถามยอดฮิตเลยครับว่า
จะเขียนสั้นหรือเขียนยาวดี
.
ผมจะตอบตรงนี้เลยว่า “มันไม่เกี่ยวครับ”
มันขึ้นอยู่กับว่า
“สิ่งที่เราจะสื่อมันครบถ้วนมั้ย?”
.
ถ้ามันครบถ้วนในสิ่งที่ลูกค้าจำเป็นต้องรู้
สั้นหรือยาวเขาก็จะอ่านมันจนจบและซื้อครับ
.
อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าเขียนขายของคุณ
ดึงดูดลูกค้ามากพอที่จะให้อ่านต่อรึป่าว
.
.
บางสินค้าเขียนขายสั้น แต่ข้อมูลครบ ก็เขียนสั้นได้
แต่บางสินค้าอาจจะต้องให้ความเข้าใจมากหน่อย
ก็เขียนขายยาวเพื่อบิ้วอารมณ์ให้ลูกค้าอินกับเรา
.
เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวว่าเขียนสั้น เขียนยาวครับ
ขอแค่ให้มันครบถ้วนก็พอ
.
.
#ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขียนขายเกิดผลลัพธ์จากอะไร
.
ข้อนี้เป็นข้อที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและไม่ค่อยทำกันครับ
นั่นคือ “การวัดผล”
.
ผมจะพูดเสมอว่า
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอันไหนดี
จนกว่าเราจะได้ทดสอบและวัดผลมัน
.
ถ้าคุณอยากได้ยอดขาย
คุณก็ต้องวัดผลว่า โพสต์เขียนขายไหน
สร้างยอดขายให้คุณได้มากที่สุด
.
สมมุติผมเขียนขาย 10 โพสต์ แล้วโปรโมท
แต่ผมไม่รู้เลยว่ายอดขายเกิดจากโพสต์เขียนขายไหน
.
สิ่งที่ผมจะทำคือ
เพิ่มงบโพสต์ที่มีคนคอมเมนต์ ไลค์ แชร์เยอะๆ
และปิดโพสต์ที่มีคนคอมเมนต์ ไลค์ แชร์น้อยๆ
.
ซึ่งผมอยากให้ทุกคนคิดตามตรงนี้นิดนึงครับว่า
โพสต์ที่คอมเมนต์ ไลค์ แชร์น้อยๆ
อาจจะสร้างยอดขายมากสุดก็ได้ครับ
.
.
.
ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ
ได้ผลยังไงก็อย่าลืมมาแชร์ให้กันฟังด้วยเด้อ
.
.
>> อย่าลืมแชร์สิ่งนี้ไว้กลับมาดูย้อนหลังกันนะครับ <<
.
.
#ไม่มีสูตรตายตัว
#เป็นอีกหนึ่งวิธีการ
#ฝึกฝนกันได้
